ค้างคาวมีสายตาที่ดีจริงไหม

หลายๆ คนคงไม่ทราบว่า เจ้านกมีหูหนูมีปีก หรือสัตว์ที่เราเรียกกันว่าค้างคาว บนโลกนี้มันมีมากกว่า 1,000 ชนิดเลยทีเดียว โดยค้างคาวแต่ล่ะชนิดนอกจากจะมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันแล้ว มันยังมีอุปนิสัยในการดำรงชีวิตแตกต่างกันอีกด้วย เช่น ค้างคาวส่วนใหญ่ชอบอาศัยอยู่ตามถ้ำ แต่บางชนิดก็อาศัยอยู่ใต้ใบ Heliconia , บ้างชนิดชอบกินแมลง , บางชนิดก็กินเลือด , บางชนิดกินผลไม้อย่างเดียว เป็นต้น

แต่ค้างคาวเกือบทุกสายพันธ์มีนิสัยอย่างหนึ่งซึ่งมีความคล้ายคลึงกัน นั่นก็คือมันเป็นสัตว์ชอบออกหากินในตอนกลางคืน จากจุดนี้เอง กลายมาเป็นเหตุทำให้หลายๆคนเกิดความเข้าใจว่า ค้างคาวเป็นสัตว์มีสายตาดี เฉียบแหลม สามารถมองเห็นได้ในเวลากลางคืน ขณะที่สัตว์อีกมากมายทำไม่ได้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันเป็นความเข้าใจผิด เพราะการที่

ค้างคาวสามารถเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงได้ในที่มืด มันไม่ได้ใช้สายตาของมันในการมอง หากแต่อาศัยหูใช้ในการฟังเสียงเป็นหลัก

ในปี ค.ศ. 1780 นาย Lazzaro Spallanzani  นักสัตว์วิทยาชาวอิตาลี ได้ทำการทดลองขึ้นมาอย่างหนึ่ง โดยทำให้ค้างคาวที่เขาเลี้ยงไว้ตาบอด แล้วจึงปล่อยให้ค้างคาวตัวนั้น บินเข้าไปในห้องที่มีแต่เส้นด้ายขึงอยู่อย่างพันกันมั่วไปหมด ผลปรากฏว่าค้างคาวตาบอดตัวนั้น สามารถบินโฉบไปโฉบมาได้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับมีตามองเห็น โดยที่ไม่ได้ไปโดนเส้นด้ายซึ่งขึงอยู่แม้แต่เส้นเดียว ขั้นตอนต่อมาเขาได้ทำการทดลองโดยการอุดหูของค้างคาว แล้วปล่อยให้บินไปในห้องเส้นด้ายเช่นเดิม ผลปรากฏว่า ค้างคาวตัวนั้นกลับบินชนเส้นด้ายเส้นแล้วเส้นเล่า จนในที่สุดมันก็ถูกพันตัวอยู่ในกองด้าย จากผลการทดลองนี้ทำให้นาย Lazzaro Spallanzani  ทราบว่า ค้างคาวไม่ได้อาศัยตาของมันในการออกหากินในเวลากลางคืน แต่อาศัยความสามารถของหูของมันต่างหาก

แต่ปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ทำการทดลองจนทราบว่า ตอนค้างคาวกำลังบิน มันจะส่งสัญญาณเสียงซึ่งมีความถี่สูงมากเรียกว่า คลื่นเสียงอุลตราโซนิก สูงเกินกว่าที่หูของมนุษย์จะได้ยินเสียอีก เมื่อคลื่นเสียงนี้ไปกระทบกับวัตถุใดๆก็ตาม มันก็จะเกิดการสะท้อนกลับเข้ามาในหูของค้างคาว และจากเวลาที่เสียงนั้นไปกระทบ ค้างคาวก็จะรู้ว่าวัตถุนั้นอยู่ห่างไกลหรือใกล้จากตัวมันเท่าไหร่ มันก็อาศัยเสียงสะท้อนนี้เอง เพื่อทราบถึงตำแหน่งต่างๆของวัตถุ ซึ่งอยู่ทิศทางที่มันกำลังบินไป ทำให้มันสามารถหลบหลีกและบินไปมาได้อย่างอิสระท่ามกลางความมืด