ขุดพบซากค้างคาวยักษ์โบราณเก่าแก่ในนิวซีแลนด์

Giant-bat

เป็นซากค้างคาวโบราณถูกฝังอยู่ใต้ดินของประเทศนิวซีแลนด์กว่าล้านปี เมื่อสมัย 50 ล้านปีก่อนในขณะที่นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย, อเมริกาใต้ และทวิปแอนตาร์กติกายังเป็นผืนดินแผ่นเดียวกัน มีป่าลึกที่เรียกกันว่า “Gondwana” มีอุณหภูมิสูงกว่าสภาพภูมิอากาศสมัยใหม่มากกว่า 12 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับการอยู่อาศัยของสัตว์หลากหลายชนิดโดยเฉพาะจระเข้ และเต่า และนกหลากสายพันธุ์ แน่นอนว่าค้างคาวโบราณด้วย พวกมันถูกค้นพบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จาก UNSW (University of New South Wales) โดยสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบก็คือฟัน และกระดูกของค้างคาวที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับโครงสร้างของค้างคาวปกติในปัจจุบันแล้ว ถือว่ามีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่า โดยคาดว่ามีอายุประมาณ 19 – 16 ล้านปีก่อน แม้ว่าการพบหลักฐานชิ้นสำคัญจะพบอยู่ในแถบนิวซีแลนด์ แต่พวกมันเคยมีถิ่นอยู่อาศัยอยู่ที่ออสเตรเลียด้วย ค้างคาวสายพันธุ์นี้มีน้ำหนักตัวประมาณ 40 กรัม โดยส่วนที่พบไม่ถือว่าเป็นตัวที่ใหญ่สุดในหมู่พวกมัน

Giant-bat-

หลังจากที่ขุดพบและนำมาศึกษา ทีมนักวิจัยก็ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการให้กับพวกมันว่า “Vulcanops jennyworthyae” เป็นชื่อที่อ้างจากตำนานเทพนิยายโรมันโบราณ หรือเทพเจ้าแห่งไฟ แต่ทุกชีวิตล้วนมีการสืบทอดสายพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน ค้างคาวโบราณก็เช่นกัน พวกมันมีความใกล้เคียงกับสายพันธุ์ในแถบอเมริกาใต้ ค้างคาวโบราณพวกนี้มีแหล่งอาหารที่หลากหลาย พวกมันกินได้ทั้งแมลง และสัตว์ชนิดอีกมากมาย ด้วยรูปร่างกำยำและความคล่องแคล่วที่สามารถตามล่าหาอาหารได้ทั้งบนดิน และบนอากาศ พวกมันสามารถที่จะขุดหาอาหารใต้พื้นดินได้อีกด้วย มันสามารถกินสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังได้ทุกชนิด อย่างแมลง หรือแมงมุม รวมถึงผลไม้ เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ในประเทศนิวซีแลนด์ที่มีแหล่งอาหารน้อยกว่า ทำให้นักวิจัยคิดว่ามันมีความคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ทางอเมริกาใต้มาก

ซากที่พวกเขาขุดพบขึ้นมาได้ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว โดนเป็นส่วนหนึ่งของประชากรที่เคยอยู่อาศัยใน Gondwana เหมือนกับสัตว์ร่วมสมัยชนิดอื่นๆ ค้างคาว Vulcanopes สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคสมัยไมโอซีน สัตว์ชนิดอื่นๆ ที่เพิ่งเกิดหลังจากสมัยนั้นก็ได้แก่ จระเข้, เต่า และนกหลากหลายชนิด อย่าง “Palaelodids” ที่มีลักษณะคล้ายกับนกฟลามิงโก ในบางพื้นที่ก็มีสายพันธุ์ที่อยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบันอย่าง ทัวทารา และนกกีวี ปัจจุบันมีเพียงค้างคาว 2 ชนิดที่อาศัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ และยังเป็นสถานที่เดียวที่พบซากค้างคาวยักษ์โบราณในรอบ 800 ปี

ค้างคาวอะไรใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ถ้าหากเราจะพูดถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สามารถบินได้ คงไม่มีใครที่ไม่นึกถึงค้างคาวแน่ๆ และค้างคาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็คือค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งค้างคาวแม่ไก่นั้นที่มีลักษณะร่างกายเหมือนหนูแต่มีปีกสามารถบินได้ ปีกของค้างคาวนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกับนกมาก เพราะปีของค้างคาวมีลักษณะเป็นพังผืดที่ถูกขึงตึงกับนิ้วของมัน มีเล็บที่แหลมคมโค้งยาวเหมือนเล็บเหยี่ยวสามารถยึดเกาะต้นไม้ได้อย่างเหนียวแน่น

ค้างคาวแม่ไก่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเผ่าพันธุ์ของตนเอง เมื่อทันทีที่มันกางปีกพังผืดของมันออกมาจะมีความกว้างกว่า 5 ฟุต หน้าของมันเหมือนคล้ายกับหมาป่า ใบหูเล็กขนคอมีสีทองแดง ปกติค้างคาวนั้นจะออกลูกครั้งละ 1 ตัว เวลาที่ยังเล็กมันจะให้ลูกเกาะที่หน้าอกอยู่ตลอดเวลา มีลักษณะท่าทางห้อยหัวดูดนมที่หน้าอกของมันไปเรื่อยๆ ค้างคาวเป็นสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืน กลางวันมันจะรวมกลุ่มกันนอนพักผ่อนเป็นฝูงใหญ่ เกาะต้นไม้ห้อยหัวตามยอดไม้ หรือริมแม่น้ำเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ถ้าหากมีค้างคาวชนิดนี้อยู่ใกล้ๆ คุณอาจจะรำคาญเสียงของมัน และเกลียดมันที่มาทำงานพืชในไร่สวนของคุณ

ค้างคาวแม่ไก่ส่วนใหญ่มักจะพบเยอะที่สุดในประเทศไทยก็เป็นได้ อาทิเช่น ภาคกลางตอนล่าง ตะวันออก ภาคใต้ตอนบน นอกเหนือจากประเทศไทยแล้วก็อาจจะมีพบบ้างในกัมพูชา ลาว และเวียดนามที่มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายกัน ค้างคาวชนิดนี้จะกินพืช ผัก ผลไม้เป็นอาหารถ้าหากจุดไหนที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้อยู่เยอะๆ ใกล้สวนของใคร คุณอาจจะต้องเสียผัก ผลไม้ของคุณถึง 3.40-8.50 ตันต่อคืนก็เป็นได้ ด้วยที่ว่าค้างคาวแม่ไก่นั้นเป็นเหมือนสัตว์ที่คอยทำร้ายพืชผล ของเหล่าเกษตรกรรมจนทำให้มีการฆ่าค้างคาว เพื่อป้องกันไม่ให้มาทำลายไร่สวนจนทำให้ค้างคาวแม่ไก่ใกล้ที่จะสูญพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันนี้ค้างคาวแม่ไก่นั้นได้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติปี 2535 ไปแล้ว

ค้างคาวแม่ไก่ ถือว่าเป็นผู้คืนชีวิตให้ป่าเลยก็ว่าได้ เพราะค้างคาวชนิดนี้เป็นส่วนสำคัญสำหรับระบบนิเวศในประเทศไทย เพราะมันมีบทบาทมากมายไม่ว่าจะเป็น ผสมเกสรดอกไม้ กระจายพันธุ์ไม้ต่างๆ รวมถึงยังควบคุมแมลงทีดีเลยทีเดียว ด้วยที่ว่าค้างคาวแม่ไก่กินแมลงนั้นบางส่วนก็เป็นประโยชน์ของด้านเกษตรกรรมด้วย เพราะไร่สวนนั้นจะไม่มีแมลงมาทำลายพืช ผักผลไม้ที่ชาวไร่ปลูกไว้จนทำให้ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสารพิษแก่ผู้บริโภคที่กินพืชผลไม้นั้นเอง

ค้างคาวพันธุ์คุ้มครองและค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ

ค้างคาว เป็นสัตว์ ที่หลายคนอาจจะมองว่าน่ารังเกียจ อยากจะกำจัดไปให้หมดจากโลก แต่รู้หรือไม่ว่า ในปัจจุบัน ด้วยสภาวะอากาศที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการใช้ชีวิตหลายๆ อย่างของมนุษย์ ทำให้ค้างคาวจำนวนมากมีความเสี่ยงจะสูญพันธุ์ ไปจากโลกนี้ ไม่เฉพาะเพียงแต่ค้างคาวที่เป็นที่รู้จักอย่าง ค้างคาวคุณกิตติและค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อเท่านั้น

เพราะเมื่อได้ทำการค้นคว้าอย่างจริงจัง เกี่ยวกับบัญชีรายชื่อ สัตว์คุ้มครองใกล้สูญพันธุ์ ทำให้เราได้พบข้อมูลที่น่าสนใจ และน่าตกใจพอสมควรว่า มีสายพันธ์กว่า 100 สายพันธุ์ ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ จนต้องได้รับการรับรองในรายชื่อสัตว์คุ้มครอง ซึ่งหลายๆ สายพันธ์ เราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ หรือเห็นตัวจริงด้วยซ้ำ เช่น ค้างคาวมงกุฎจมูกแหลมเหนือ (Rhinolophus lepidus) , ค้างคาวหน้ายักษ์ กระบังหน้า , ค้างคาวแม่ไก่เกาะ เป็นต้น ซึ่งรายชื่อของค้างคาวคุ้มครองจำนวนมากที่เราได้เห็นนั้น บ่งบอกถึงอะไรได้หลายอย่างทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งการถูกคุกคามโดยมนุษย์ ก็มีผลต่อการมีอยู่ของค้างคาวเหล่านี้เป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะในส่วนของค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ค้างคาวหายาก ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีสัตว์คุ้มครอง ยิ่งต้องบอกว่าอยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วงทีเดียว เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มักจะอาศัยอยู่ตามยอดของใบกล้วยที่มีการม้วนเข้าหากันเท่านั้น และเมื่อใบกล้วยนั้นขยายตัวออก ก็ต้องอพยพย้ายออกไปจากต้นกล้วย

ลักษณะเด่นของ ค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ ที่เห็นได้ชัดและแตกต่างจากชนิดอื่นๆ ก็คือ เป็นค้างคาวที่มีสีสันสวยงาม เมื่อต้องกับแสงไฟ จะเห็นเป็นสีส้ม ขนาดค่อนข้างเล็กอีกหนึ่งชนิดทีเดียว เพราะมีขนาดของลำตัว จากหัวถึงเท้า มักจะไม่เกิน 10 เซนติเมตร และระยะจากปีกข้างหนึ่ง ถึงปีกอีกข้างหนึ่งเมื่อกางเต็มที่จะอยู่ไม่เกิน 30 เซนติเมตร

ซึ่งโดยปกติแล้ว เราแทบไม่มีโอกาสจะหาค้างคาวชนิดนี้เจอได้อย่างง่ายๆ เลย เนื่องจากเป็นสัตว์ที่กินแมลงตามธรรมชาติ แหล่งที่อยู่ของมัน จึงมักอยู่ในป่าลึก หรือที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งหาได้น้อยมากในประเทศไทย และที่สำคัญ คือ เรายังไม่สามารถทำการเพาะพันธุ์ ค้างคาวประเภทนี้ได้เอง ต้องรอให้เกิดตามธรรมชาติเท่านั้น เลยทำให้น่ากังวลใจว่าอาจสูญพันธ์ได้ในไม่ช้า

ถึงแม้ว่าเราอาจไม่ชอบนักกับสัตว์จำพวกนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีอยู่ของค้างคาวไม่ว่าจะเป็นสายพันธ์ใด ถือว่าเป็นตัววัดได้ดีเลยว่า ระบบนิเวศน์ของบ้านเรานั้น ดีขึ้นหรือแย่ลง หากสูญพันธุ์ไปจริงๆ นั่นอาจหมายความว่ามนุษย์อาจสูญพันธุ์ตามไปในไม่ช้าก็เป็นได้

เกี่ยวกับค้างคาวคุณกิตติ

ถ้าพูดถึงสัตว์คุ้มครอง หรือสัตว์หายาก หลายคนนึกถึงสัตว์ขนาดใหญ่ อย่างเสือดำ หรือเหล่านกหายากเป็นส่วนใหญ่ แต่หลายคนไม่รู้ก็คือ ค้างคาวบางชนิด ก็ถือว่าเป็นสัตว์เริ่มหายากในบ้านเราแล้วเหมือนกัน เนื่องจากไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการขยายพันธุ์ อีกทั้งแมลง ผลไม้ ที่เป็นอาหารของสัตว์ประเภทนี้เริ่มหายากขึ้นทุกวัน และมีอยู่ในสาระบบการบริโภคของมนุษย์ ก็มักจะเป็นผลไม้ที่มีการให้ยา สารเคมีจำนวนมากเพื่อเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งหากค้างคาวเหล่านั้นกินเข้าไป อาจตายได้ สำหรับเราจะพูดถึงก็คือ ค้างคาวคุณกิตติ

ซึ่งค้างคาวคุณกิตติ ขึ้นชื่อ ว่ามีขนาดเล็กที่สุดในโลก โดยมีขนาดเพียงแค่ 29-33 mm. เท่านั้น เมื่อวัดขนาดจากปีกข้างหนึ่ง ไปยังปีกอีกข้างหนึ่ง ในขณะกางปีกเต็มที่มีความยาว 160 mm. เท่านั้น ค้างคาวประเภทนี้ กินสัตว์จำพวกแมลงเป็นหลัก มักจะอาศัยอยู่รวมกัน ตามปกติของสัตว์ประเภทนี้

ซึ่งสิ่งที่เป็นปัญหาจนอาจทำให้เกิดการสูญพันธ์ของ ค้างคาวคุณกิตติ นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ก็มีปัจจัยภายในด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจาก คุณกิตติ มีช่วงในการผสมพันธ์และตกลูกในช่วงฤดูร้อน การตกลูกแต่ละครั้ง มักจะได้ลูกแค่ ครั้งละ 1 ตัว ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก

สำหรับการพบค้างคาวคุณกิตติ นั้น สามารถพบได้ในบางส่วนของประเทศพม่าและบริเวณน้ำตกไทรโยค ประเทศไทย ซึ่งหากจะว่ากันจริงๆ การพบที่จำกัดสถานที่ ปริมาณของการตกลูก ที่เราเห็นในปัจจุบัน ทำให้หลายคนเป็นห่วงไม่น้อยทีเดียว ว่าอีกไม่นานสัตว์ประเภทนี้ อาจสูญพันธุ์ในไม่ช้า เนื่องจากปัญหาจากการเผาป่า จนทำให้ไม่มีแหล่งที่อยู่และแมลงเป็นอาหาร ก็เริ่มหายาก

รวมไปถึงการถูกรบกวนโดยการท่องเที่ยวของมนุษย์ด้วย เนื่องจากค้างคาวคุณกิตติมีขนาดเล็กมาก ทำให้มีคนไปดักจับ เพื่อนำมาขายเป็นของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว การเปิดถ้ำต่างๆ เพื่อการท่องเที่ยว นอกจากจะเป็นการรบกวนระบบนิเวศน์ ของสถานที่อยู่ของสัตว์ชนิดนี้แล้ว ยังทำให้ยิ่งลดโอกาสในการที่จะแพร่พันธ์ไปอีก ไม่นับรวมถึงการยึดถ้ำเป็นสถานปฏิบัติธรรมและเปิดให้ผู้ที่ศรัทธาเข้ามากราบไหว้บูชา มักจะมีกลิ่นธูปและเสียงดังรบกวนจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ นับว่าเป็นปัญหากับการมีอยู่ของค้างคาวสายพันธ์นี้ไม่น้อยเหมือนกัน

สำหรับแนวทางในการอนุรักษ์ ค้างคาวคุณกิตติในประเทศไทยปัจจุบันยังไม่แน่ชัด แต่ก็มีหลายหน่วยงานทีเดียว ที่ให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นค้างคาวที่มีผลต่อระบบนิเวศน์ เป็นตัวช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชตามธรรมชาติอีกหนึ่งชนิด หากปล่อยให้สูญพันธุ์ไปคงน่าเสียดายไม่น้อย