ค้างคาวทอดเสี่ยงสารพัดโรคทั้งอีโบลา-เมอร์ส

Fried-bats

ค้างคาว ในสายตาของพวกเราแล้ว ถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่มีความน่ากลัวไม่แพ้กับแมงมุม หรือแม้แต่งูเลย ถ้าเราเกิดไปเจอคนหลงรักพวกมันเข้า สิ่งที่พวกเขาจะบอกพวกคุณก็คือพวกมันเป็นสัตว์ที่ไม่เป็นอันตราย และไม่ก้าวร้าวต่อมนุษย์ แต่แน่นอนว่าเรารู้กันดีว่ามันเป็นพาหะนำเชื้อพิษสุนัขบ้า เหมือนกับสัตว์ชนิดอื่นๆ แม้แต่สัตว์เลี้ยงที่น่ารักของเราอย่างน้องหมา และแมวก็ยังเป็นพาหะเช่นเดียวกัน ความเชื่อเรื่องที่พวกมันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของพวกผี หรือปีศาจนั้น เริ่มมาตั้งแต่ช่วงยุคกลาง และมาจนถึงทุกวันนี้มันก็กลายเป็นตำรวจของผีดูดเลือด “แดรคคิวล่า” มันอาจจะไม่น่ารักสำหรับเราทุกคน แต่ในสายตาของธรรมชาติแล้ว พวกมันไม่ต่างอะไรจากผึ้งที่ช่วยผสมเกสรให้แก่ดอกไม้ ถ้าเราไม่เข้าไปยุ่งกับมันก่อน ค้างคาวเหล่านี้ก็จะอยู่เฉย

แต่อาจใช้ไม่ได้กับบางสายพันธ์ เพราะบนโลกของเรามีค้างคาวมากกว่า 1,100 สายพันธุ์ที่มีนิสัยแตกต่างกัน โดยเฉพาะสายพันธุ์แวมไพร์ที่ชอบดูดเลือด แต่มันไม่ได้หาเจอกันง่ายๆ แถวหลังบ้านพวกเรา ส่วนทีเป็นอันตรายจริงๆ ไม่ได้เกิดจากการจู่โจมของพวกค้างค้าว แต่เป็นโรคที่พวกมันนำมาต่างหาก แทนที่คนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว บางกลุ่มกลับนิยมชมชอบการกินค้างคาวทอดเป็นอย่างมาก จากผลงานวิจัยของนานาชาติ ชี้ว่า ค้างคาว มีเชื้อไวรัสมฤตยู SARS ที่เคยระบาดทางตอนใต้ของประเทศจีนในปี 2002 ทำให้มีคนตาย 700 คน และล้มป่วยกว่าหลายพันคน โดยปกติแล้ว เชื้อไวรัส SARS จะพบในกลุ่มจำพวกอีเห็น แต่หลังจากที่ได้จับค้างคาวมาทดลองจึงพบว่าพวกมันมีเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน และกำลังแพร่ระบาดไปยังทั่วโลก

ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ว่าทำไมเราไม่ควรเอามันไปทอดกิน เพราะนอกจากไวรัส SARS แล้ว ในบางสายพันธุ์ยังอย่างค้างคาวผลไม้ พวกมันถูกมองว่าเป็นตัวนำเชื้อไวรัสอีโบลส และมาร์บวร์ก เท่านั้นยังไม่พอ ถ้าเป็นในเกาะกวมพวกมันเหล่านี้ ยังถูกมองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคระบาดในปี 1970 โดยเฉพาะโรคพาร์กินสัน ในขณะเดียวพวกมันยังเป็นอาหารโปรดคนผู้คนในเกาะกวม บนเกาะของพวกเขามีอาหารแปลกๆ และอันตรายหลายชนิด โดยเฉพาะต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ให้ผลที่มีสีสันสดใส แต่ประกอบไปด้วยสารพิษต่อระบบประสาท ชาวบ้านในพื้นที่ชอบหาเมล็ดพวกมันมากินกันด้วยการล้างให้สะอาดเสียก่อน แต่สำหรับค้างคาวเป็นสัตว์ที่ไม่เลือกกิน พวกมันกินผลไม้จนเก็บสารพิษไว้ในตัวมากมาย จนกระทั่งคนในเกาะก็กินมันอีกที จนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย

ค้างคาวนกมีหูหนูมีปีกในยามค่ำคืน

นกมีหู หนูมีปีก ถ้าเป็นคนสมัยยุค 90 คงจะรู้ว่าเป็นสัตว์ประเภทไหนเพราะเมื่อก่อนระบบนิเวศจะดีกว่าปัจจุบัน และเห็นสัตว์ชนิดนี้ค่อนข้างบ่อย ซึ่งเรามักจะเห็นเป็นฝูง ใช้ชีวิตกลางคืน พักผ่อนช่วงกลางวันสัตว์ชนิดนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ค้างคาวนั้นเอง ค้างคาวเป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม มีขนอยู่เต็มตัว ปีกของมันจะเป็นพังผืดบางๆ ที่ขึงกับนิ้วหัวแม่มือจากขาหน้ายาวไปถึงขาหลัง กรงเล็บแหลมคมโค้งยาวเหมือนเหยี่ยวมีไว้เพื่อสำหรับเกาะในที่ต่างๆ เพื่อพักผ่อน ใบหน้ามีลักษณะบ้างก็ว่าคล้ายกับหมาป่า บ้างก็ว่าคล้ายกับหน้าหมู หรือยักษ์ มีขนาดตัวค่อนข้างเล็กสามารถบินได้ ขนาดของมันใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ชนิดของค้างคาวมีมากมายถึง 1,100 ชนิด ซึ่งเราจะสามารถแบ่งค้างคาวได้เป็น 3 ประเภทคือ กินผลไม้ กินน้ำหวาน และกินแมลง

  • ค้างคาวกินผลไม้ ได้แก่ ค้างคาวแม่ไก่ ค้าวคาวบัว เป็นต้น
  • ค้างคาวกินน้ำหวาน ได้แก่ ค้างคาวเล็บกุด ค้างคาวหน้ายาวใหญ่ เป็นต้น
  • ค้างคาวกินแมลง ได้แก่ ค้างคาวแวมไพร์ ค้างคาวหน้ายักษ์ทศกรรณ เป็นต้น

ค้างคาวมักจะอาศัยอยู่จำนวนมากในบริเวณถ้ำหินปูนที่มีความมืดสูง เพดานของพระอุโบสถเก่าๆ ของวัดต่างๆ ยอดไม้สูงในป่า และในไร่สวนของชาวเกษตรกรรม

ทำไมค้างคาวต้องออกหากินในเวลากลางคืน

  • เพื่อหลีกเลี่ยงจากการแย่งชิงอาหารจากสัตว์ชนิดอื่นๆ ซึ่งศัตรูของมันคือ นกเงือก นกนางแอ่น ที่จะมาแย่งอาหารจำพวก ผัก ผลไม้ น้ำหวานเป็นต้น นอกเหนือจากนั้นสาเหตุที่ค้างคาวออกหากินในเวลากลางคืนเพราะว่ากลางคืนมีแมลงมากกว่าตอนกลางวัน
  • น้ำหวานส่วนใหญ่นั้นจะขับออกมาในช่วงเวลามากกว่ากลางคืน รสชาติจะดีกว่า เช่นพืชในสกุลสะตอ และเพกาเป็นต้น
  • เพื่อป้องกันภัยให้แก่ตัวเองจากพวกเหยี่ยว นกอินทรีย์และสัตว์อื่นๆ ที่ชอบกินค้างคาวเป็นอาหาร

ประโยชน์ของค้างคาวมีอะไรบ้าง?

  • ค้างคาวเป็นสัตว์กินพืชและกินแมลง ค้างคาวจึงมีส่วนช่วยกำจัดศัตรูพืชอย่างแมลงให้กับเกษตรกรอีกแรง เพื่อไม่ให้แมลงมาทำลาย พืช ผัก ผลไม้
  • มูล หรือขี้ของค้างคาวนั้นสามารถนำมาประยุกต์ทำเป็นปุ๋ยชั้นดีที่มีคุณค่าสูงได้
  • ค้างคาวเป็นสัตว์กินน้ำหวานเป็นอาหาร การที่ค้างคาวกินน้ำหวานนั้นจึงกลายเป็นการช่วยผสมเกสรภายในตัว ซึ่งพื้นส่วนใหญ่นั้นเป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น มะพร้าว ชมพู่ กล้วย และทุเรียนเป็นต้น

โทษของค้างคาวมีอะไรบ้าง?

  • ด้วยค้างคาวเป็นสัตว์กินผลไม้ จึงทำให้เกิดความเสียหายแก่ชาวสวนเป็นต้น
  • ค้างคาวเป็นสัตว์ที่นำเชื้อโรคเช่น เชื้อไวรัส โรคกลัวน้ำ และโรคเหงาหลับ

ค้างคาวเป็นศัตรูกับเหล่าปศุสัตว์ทั้งหลาย เพราะหากว่าถ้าสัตว์ชนิดใดโดนค้างคาวกัดแล้ว จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ มีโรคแทรกซ้อน บางครั้งอาการหนักจนถึงขั้นตายได้

ค้างคาวกินผลไม้ มีจริงหรือ

สำหรับในสังคมยุคปัจจุบันนี้นั้นอาจจะมีหลายๆ สิ่งที่ทำให้เข้าใจธรรมชาติผิด ไม่ว่าจะเป็นละคร ภาพยนตร์ หรือแม้แต่คำพูดของคนรุ่นเก่าๆ เพื่อพูดให้ลูกหลานรู้สึกเกรงกลัว เช่นเดียวกับเรื่องค้างคาว ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่ว่า “นกมีหู หนูมีปีก” ซึ่งจริงๆ แล้วค้างคาวไม่ใช่นก และไม่ใช่หนูแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะค้างคาวบางประเภทนั้นมีหน้าตาคล้ายคลึงกับหนู และมีปีกบินได้ หรือจะเป็นภาพยนตร์ หรือการ์ตูน ที่มักฉายเกี่ยวกับแวมไพร์ และแดร็กคูล่าที่อยู่ในร่างของค้างคาว ซึ่งแท้จริงแล้วค้างคาไม่ได้มีเพียงค้างคาวที่กินเลือดเพียงอย่างเดียว แต่ค้างคาวที่กินผัก หรือผลไม้ก็มีหลากหลายชนิด

ค้างคาวนั้นมีหลากหลายชนิด ในประเทศไทยนั้นมีค้างคาวกว่า 100 ชนิด ซึ่งเราสามารถแบ่งประเภทออกมาเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทคือ

  • ประเภทกินผลไม้ ซึ่งจะเป็นค้างคาวที่กินแต่น้ำหวาน ผลไม้เป็นอาหาร เช่น ค้างคาวแม่ไก่ ค้างคาวบัว และค้างคาวเล็บกุด เป็นต้น
  • ประเภทกินแมลง ซึ่งจะเป็นค้างคาวที่กินแมลงเป็นอาหาร เช่น ค้างคาวแวมไพร์ ค้างคาวหน้ายักษ์ทศกรรณ หรือค้างคาวผีเสื้อ เป็นต้น

ซึ่งค้างคาวทั้ง 2 ประเภทนี้มีลักษณะที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะดวงตา จมูก นิ้ว เล็บ ขาหลัง ดังนี้

  • ในส่วนของดวงตานั้นค้างคาวกินผลไม้จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าค้างคาวกินแมลง
  • จมูกจะใช้งานต่างกัน ในส่วนของค้างคาวกินแมลงจะใช้จมูกเพื่อควบคุมระบบความแม่นยำของตัวเอง แต่สำหรับค้างคาวกินผลไม้จมูกนั้นจะมีลักษณะที่ยื่นออกมาตรงกลางของจมูกนั้นมีร่องคั่นกลาง เพื่อที่ว่าเวลากินน้ำหวานนั้น น้ำจะไม่ไหลเข้าไปในจมูกง่ายๆ
  • นิ้วและเล็บของค้างคาวกินผลไม้นั้นจะมีลักษณะโค้งมนและแหลมคมมาก เพื่อเอาไว้สำหรับเกาะตามกิ่งไม้ และปีนป่าย แต่สำหรับค้างคาวกินแมลงนั้นจะไม่มีนิ้วและกรงเล็บ เพราะค้างคาวกินแมลงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อวัยวะส่วนนี้ในการดำรงชีวิต
  • ในส่วนของขาหลังค้างคาวกินแมลงนั้นตรงระหว่างขาของมันจะมีเนื้อเยื่อบางๆ เพื่อเอาไว้สำหรับช่วยในความคล่องตัวเวลาที่ต้องออกมากินแมลง เช่นการบินโฉบจับแมลงนั่นเอง ส่วนค้างคาวกินผลไม้นั้นขาหลังจะอาจจะมีเนื้อเยื่อน้อยกว่า เพราะเอาใช้ช่วยในการบินเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ขาหลังของมันมีไว้สำหรับการปีนป่ายเป็นหลัก

การอนุรักษ์ให้ค้างคาวไม่สูญพันธุ์

  • งดดักค้างคาวด้วยตาข่าย
  • ไม่เอาค้างคาวมาประกอบอาหาร
  • ไม่รบกวนค้างคาวในถ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการจุดธูป หรือทำให้เกิดควันต่างๆ ด้านในถ้ำ
  • ไม่ทำลายที่อยู่อาศัยของค้างคาว หรือรุกรานที่อยู่ของค้างคาว

ไม่ติดหลอดไฟด้านในของถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่

ค้างคาวใช้หูแทนตาในการมองเห็นจริงหรือไม่

Visibility

คงไม่มีสิ่งมีชีวิตตัวไหนที่จะหูดีไปกว่าค้างคาวอีกแล้ว เพราะพวกมันถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่ต้องอาศัยหูเป็นอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในการเดินทาง และหาอาหาร โดยใช้ความสามารถในการส่งคลื่นกระทับไปยังวัตถุ และรับพวกมันกลับมาทางหู เพื่อสร้างเป็นชุดข้อมูลที่จำเป็นในการรับรู้สภาพแวดล้อมของจุดหมาย หรือรอบตัวเอง ในการที่จะรับคลื่นที่กลับมายังตัวให้ได้มากที่สุด พวกค้างคาวมีความสามารถพิเศษในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของใบหูของมันในเพียงเสี้ยววินาที เพื่อรับคลื่นทั้งหมดที่สะท้อนกลับมา เรื่องนี้ทำใมห้เป็นที่น่าสนใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์อย่างมาก จนทำให้มีการวิจัยอย่างจริงจังกันในเรื่องที่ว่า ทำไมระบบโซนาร์ของพวกมันจึงมีประสิทธิภาพอย่างน่าเหลือเชื่อ

ค้างคาวหลากสายพันธุ์ ล้วนสามารถจะควบคุมหูตัวเองได้อย่างอิสระ เพื่อปรับทิศทางในการรับคลื่นที่สะท้อนกลับมาได้อย่างเหมาะสม โดยใช้เวลาเพียง 1 ส่วน 10 วินาที เป็นความเร็วที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก ค้างคาวเหล่านี้สามารถเปลี่ยนรูปร่างหูชั้นนอกของพวกมันจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่งเพียง 100 มิลลิวินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการรับส่งคลื่นสะท้อนกลับ ในขณะที่มนุษย์เรากระพริบตาใช้เวลามากกว่าเป็น 3 เท่า จึงทำให้พวกมันเป็นสัตว์ที่มีประสาทหูไวที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก

Visibility-

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการจัดลักษณะใบหูที่ต่างกันออกไป เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้มันสามารถรู้ข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นในรูปแบบสามมิติ นับว่าเป็นความสามารถที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก

คลื่นที่พวกมันส่งออกมามักเรียกกันว่าคลื่นอัลทราโซนิกส์ มีความถี่ตั้งแต่ 20 ถึง 200 กิโลเฮิรตซ์ (kHz) ในขณะที่การได้ยินของมนุษย์โดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 20 kHz เราสามารถได้ยินคลื่นเสียงจากค้างคาวบางชนิดที่มีความถี่ต่ำอย่างค่างคาว “Euderma maculatum” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “Spotted Bat“ เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่เรามีโอกาสได้ยินเสียงคลื่นพวกมันมากที่สุด พวกมันเป็นค้างคาวที่มีใบหูขนาดใหญ่ที่สุด มักจะอยู่กันอย่างสันโดษห่าง อยู่อาศัยในที่ห่างไกลจากผู้คน ทำให้ไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นมันเท่าไหร่นัก จนกระทั่งได้มีการค้นพบพวกมันในปี 1890 แต่ในขณะนี้ก็ยังมีงานศึกษาไม่เพียงพอ แถมยังมีความคล่องตัวในการเดินบนพื้นดินที่เรียบด้วยการใช้ เท้าและข้อมือในการคลาน ชอบล่าเหยื่ออย่างตั๊กแตน หรือด้วง มีนิสัยการกินที่แปลกกว่าเพื่อน Spotted Bat จะดึงแขนขาของแมลงออกจากกันก่อนที่จะทำการกินพวกมัน ซึ่งเป็นนิสัยที่แปลกและเป็นแบบนี้กันแทบทุกตัว