ค้างคาวพันธุ์คุ้มครองและค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ

ค้างคาว เป็นสัตว์ ที่หลายคนอาจจะมองว่าน่ารังเกียจ อยากจะกำจัดไปให้หมดจากโลก แต่รู้หรือไม่ว่า ในปัจจุบัน ด้วยสภาวะอากาศที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการใช้ชีวิตหลายๆ อย่างของมนุษย์ ทำให้ค้างคาวจำนวนมากมีความเสี่ยงจะสูญพันธุ์ ไปจากโลกนี้ ไม่เฉพาะเพียงแต่ค้างคาวที่เป็นที่รู้จักอย่าง ค้างคาวคุณกิตติและค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อเท่านั้น

เพราะเมื่อได้ทำการค้นคว้าอย่างจริงจัง เกี่ยวกับบัญชีรายชื่อ สัตว์คุ้มครองใกล้สูญพันธุ์ ทำให้เราได้พบข้อมูลที่น่าสนใจ และน่าตกใจพอสมควรว่า มีสายพันธ์กว่า 100 สายพันธุ์ ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ จนต้องได้รับการรับรองในรายชื่อสัตว์คุ้มครอง ซึ่งหลายๆ สายพันธ์ เราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ หรือเห็นตัวจริงด้วยซ้ำ เช่น ค้างคาวมงกุฎจมูกแหลมเหนือ (Rhinolophus lepidus) , ค้างคาวหน้ายักษ์ กระบังหน้า , ค้างคาวแม่ไก่เกาะ เป็นต้น ซึ่งรายชื่อของค้างคาวคุ้มครองจำนวนมากที่เราได้เห็นนั้น บ่งบอกถึงอะไรได้หลายอย่างทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งการถูกคุกคามโดยมนุษย์ ก็มีผลต่อการมีอยู่ของค้างคาวเหล่านี้เป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะในส่วนของค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ค้างคาวหายาก ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีสัตว์คุ้มครอง ยิ่งต้องบอกว่าอยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วงทีเดียว เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มักจะอาศัยอยู่ตามยอดของใบกล้วยที่มีการม้วนเข้าหากันเท่านั้น และเมื่อใบกล้วยนั้นขยายตัวออก ก็ต้องอพยพย้ายออกไปจากต้นกล้วย

ลักษณะเด่นของ ค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ ที่เห็นได้ชัดและแตกต่างจากชนิดอื่นๆ ก็คือ เป็นค้างคาวที่มีสีสันสวยงาม เมื่อต้องกับแสงไฟ จะเห็นเป็นสีส้ม ขนาดค่อนข้างเล็กอีกหนึ่งชนิดทีเดียว เพราะมีขนาดของลำตัว จากหัวถึงเท้า มักจะไม่เกิน 10 เซนติเมตร และระยะจากปีกข้างหนึ่ง ถึงปีกอีกข้างหนึ่งเมื่อกางเต็มที่จะอยู่ไม่เกิน 30 เซนติเมตร

ซึ่งโดยปกติแล้ว เราแทบไม่มีโอกาสจะหาค้างคาวชนิดนี้เจอได้อย่างง่ายๆ เลย เนื่องจากเป็นสัตว์ที่กินแมลงตามธรรมชาติ แหล่งที่อยู่ของมัน จึงมักอยู่ในป่าลึก หรือที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งหาได้น้อยมากในประเทศไทย และที่สำคัญ คือ เรายังไม่สามารถทำการเพาะพันธุ์ ค้างคาวประเภทนี้ได้เอง ต้องรอให้เกิดตามธรรมชาติเท่านั้น เลยทำให้น่ากังวลใจว่าอาจสูญพันธ์ได้ในไม่ช้า

ถึงแม้ว่าเราอาจไม่ชอบนักกับสัตว์จำพวกนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีอยู่ของค้างคาวไม่ว่าจะเป็นสายพันธ์ใด ถือว่าเป็นตัววัดได้ดีเลยว่า ระบบนิเวศน์ของบ้านเรานั้น ดีขึ้นหรือแย่ลง หากสูญพันธุ์ไปจริงๆ นั่นอาจหมายความว่ามนุษย์อาจสูญพันธุ์ตามไปในไม่ช้าก็เป็นได้

เกี่ยวกับค้างคาวคุณกิตติ

ถ้าพูดถึงสัตว์คุ้มครอง หรือสัตว์หายาก หลายคนนึกถึงสัตว์ขนาดใหญ่ อย่างเสือดำ หรือเหล่านกหายากเป็นส่วนใหญ่ แต่หลายคนไม่รู้ก็คือ ค้างคาวบางชนิด ก็ถือว่าเป็นสัตว์เริ่มหายากในบ้านเราแล้วเหมือนกัน เนื่องจากไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการขยายพันธุ์ อีกทั้งแมลง ผลไม้ ที่เป็นอาหารของสัตว์ประเภทนี้เริ่มหายากขึ้นทุกวัน และมีอยู่ในสาระบบการบริโภคของมนุษย์ ก็มักจะเป็นผลไม้ที่มีการให้ยา สารเคมีจำนวนมากเพื่อเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งหากค้างคาวเหล่านั้นกินเข้าไป อาจตายได้ สำหรับเราจะพูดถึงก็คือ ค้างคาวคุณกิตติ

ซึ่งค้างคาวคุณกิตติ ขึ้นชื่อ ว่ามีขนาดเล็กที่สุดในโลก โดยมีขนาดเพียงแค่ 29-33 mm. เท่านั้น เมื่อวัดขนาดจากปีกข้างหนึ่ง ไปยังปีกอีกข้างหนึ่ง ในขณะกางปีกเต็มที่มีความยาว 160 mm. เท่านั้น ค้างคาวประเภทนี้ กินสัตว์จำพวกแมลงเป็นหลัก มักจะอาศัยอยู่รวมกัน ตามปกติของสัตว์ประเภทนี้

ซึ่งสิ่งที่เป็นปัญหาจนอาจทำให้เกิดการสูญพันธ์ของ ค้างคาวคุณกิตติ นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ก็มีปัจจัยภายในด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจาก คุณกิตติ มีช่วงในการผสมพันธ์และตกลูกในช่วงฤดูร้อน การตกลูกแต่ละครั้ง มักจะได้ลูกแค่ ครั้งละ 1 ตัว ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก

สำหรับการพบค้างคาวคุณกิตติ นั้น สามารถพบได้ในบางส่วนของประเทศพม่าและบริเวณน้ำตกไทรโยค ประเทศไทย ซึ่งหากจะว่ากันจริงๆ การพบที่จำกัดสถานที่ ปริมาณของการตกลูก ที่เราเห็นในปัจจุบัน ทำให้หลายคนเป็นห่วงไม่น้อยทีเดียว ว่าอีกไม่นานสัตว์ประเภทนี้ อาจสูญพันธุ์ในไม่ช้า เนื่องจากปัญหาจากการเผาป่า จนทำให้ไม่มีแหล่งที่อยู่และแมลงเป็นอาหาร ก็เริ่มหายาก

รวมไปถึงการถูกรบกวนโดยการท่องเที่ยวของมนุษย์ด้วย เนื่องจากค้างคาวคุณกิตติมีขนาดเล็กมาก ทำให้มีคนไปดักจับ เพื่อนำมาขายเป็นของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว การเปิดถ้ำต่างๆ เพื่อการท่องเที่ยว นอกจากจะเป็นการรบกวนระบบนิเวศน์ ของสถานที่อยู่ของสัตว์ชนิดนี้แล้ว ยังทำให้ยิ่งลดโอกาสในการที่จะแพร่พันธ์ไปอีก ไม่นับรวมถึงการยึดถ้ำเป็นสถานปฏิบัติธรรมและเปิดให้ผู้ที่ศรัทธาเข้ามากราบไหว้บูชา มักจะมีกลิ่นธูปและเสียงดังรบกวนจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ นับว่าเป็นปัญหากับการมีอยู่ของค้างคาวสายพันธ์นี้ไม่น้อยเหมือนกัน

สำหรับแนวทางในการอนุรักษ์ ค้างคาวคุณกิตติในประเทศไทยปัจจุบันยังไม่แน่ชัด แต่ก็มีหลายหน่วยงานทีเดียว ที่ให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นค้างคาวที่มีผลต่อระบบนิเวศน์ เป็นตัวช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชตามธรรมชาติอีกหนึ่งชนิด หากปล่อยให้สูญพันธุ์ไปคงน่าเสียดายไม่น้อย

วิธีไล่ค้างคาวให้ไกลบ้าน

ค้างคาวที่อาศัยอยู่ในเมือง หลายๆคนอาจยังไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์ทำประโยชน์ เพราะช่วยกินแมลงน่ารำคาญใจแถมยังสามารถสร้างอันตรายต่อชีวิตของเราได้ เช่น ยุง , แมลงวัน , แมลงศัตรูพืช เป็นต้น แต่ถ้าค้างคาวที่อาศัยอยู่ในเมือง มาทำรังในแหล่งอันไม่เหมาะสม เช่น ห้องใต้หลังคาของคุณ หรือบริเวณฝ้าหลังคาบ้าน เราก็มีวิธีแนะนำไล่ให้มันไป โดยไม่ต้องมีการเข่นฆ่ากันเกิดขึ้น

เลือกช่วงเวลาเหมาะสม

ให้สังเกตดูว่ามันกำลังอยู่ในช่วงเลี้ยงลูกรึเปล่า เพราะถ้าคุณไล่ค้างคาวตัวพ่อ – แม่ไปก่อนที่ลูกๆ ของพวกมันจะบินได้ พวกมันก็จะตายคาอยู่ตรงนั้น อย่างไรก็ตามลูกค้างคาวเมื่อเกิดออกมาแล้วต้องใช้เวลาประมาณ 5 อาทิตย์ ถึงจะอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง

หาทางเข้า

ให้คุณมองหาขี้ค้างคาว โดยขี้ค้างคาวจะมีชิ้นส่วนของเปลือกแมลงปนอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นมันอาจจะส่องกระทบแสงเวลาโดนแสงอาทิตย์ อีกทั้งยังมีลักษณะขรุขระ ไม่เหมือนขี้หนู ขอให้หลีกเลี่ยงการสูดดมขี้ค้างคาว เนื่องจากกลิ่นของมันมีพิษถ้าคุณไม่สามารถแกะรอยช่องทางเข้าจากขี้ของมันได้ วิธีต่อมาคือให้คุณจับตาดูให้ดีว่าพวกมันออกมาจากตรงไหนในเวลากลางคืน

ทางเข้าภายในบ้านที่พบบ่อย

  • รอยผนังแตก
  • กระเบื้องหลังคาหลวม
  • กันสาดหลวม
  • บริเวณท่อหรือสายไฟที่ต่อเข้ากับตัวอาคาร
  • ระเบียงบ้านที่ติดอยู่กับส่วนหลักของตัวบ้าน
  • บริเวณหน้าต่างที่อยู่ตรงกับหลังคา
  • รอยแตกตรงมุม

ให้ทำการตรวจเช็คจนมั่นใจ เมื่อคุณไล่มันออกไปหมดได้ทั้งครอบครัวแล้ว หลังจากนั้นก็หาอะไรมาอุดรอยรั่วโดนทันที

เคล็ดลับการไล่ค้างคาว

  • อย่าจับค้างคาว เพราะจับยากมาก อีกทั้งมันอาจจะกัดคุณด้วย
  • จับค้างคาวที่อยู่บนพื้นด้วยพลั่วหรือที่โกยผง แล้วนำไปไว้ข้างนอก อย่าพยายามจับด้วยมือเปล่าเด็ดขาด เนื่องจากค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และเป็นพาหะของโรคพิษสุนัขบ้าเช่นเดียวกันกับสุนัข หรือแมว

 

  • วิธีกำจัดค้างคาวโดยไม่ฆ่ามัน มีวิธีเดียวเท่านั้นซึ่งได้ผลจริงนอกจากนี้มันยังผ่านการพิสูจน์มานักต่อนักแล้ว นั่นก็คือการไล่ออก ส่วนวิธีอื่นๆอาจได้ผลเพียงชั่วคราวหรือไม่ได้ผลเลย
  • สำหรับค้างคาวที่อาศัยอยู่ในบริเวณภายนอกบ้าน คุณสามารถใช้ลูกเหม็นไล่มันได้ แต่ถ้าจะให้ผลดีภายในอาคาร จำเป็นต้องใช้ลูกเหม็นจำนวนมาก มากจนสารเคมีในลูกเหม็นสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่แนะนำวิธีนี้ให้คุณใช้ในบ้าน
  • อย่าใช้ยาฆ่าแมลง เนื่องจากค้างคาวบางสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ คุณอาจกำลังฆ่าค้างคาวหายากไปก็ได้ และมันยังมีวิธีอื่นๆที่สามารถกำจัดมันได้นอกจากการฆ่า อีกทั้งไม่ว่าพวกมันจะบินไปแห่งหนไหน พวกมันก็ทำประโยชน์โดยการกินแมลงรบกวนรวมทั้งแมลงศัตรูพืช เสร็จแล้วก็ถ่ายอุจจาระซึ่งเป็นบำรุงดินชั้นเยี่ยม

ค้างคาวมีสายตาที่ดีจริงไหม

หลายๆ คนคงไม่ทราบว่า เจ้านกมีหูหนูมีปีก หรือสัตว์ที่เราเรียกกันว่าค้างคาว บนโลกนี้มันมีมากกว่า 1,000 ชนิดเลยทีเดียว โดยค้างคาวแต่ล่ะชนิดนอกจากจะมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันแล้ว มันยังมีอุปนิสัยในการดำรงชีวิตแตกต่างกันอีกด้วย เช่น ค้างคาวส่วนใหญ่ชอบอาศัยอยู่ตามถ้ำ แต่บางชนิดก็อาศัยอยู่ใต้ใบ Heliconia , บ้างชนิดชอบกินแมลง , บางชนิดก็กินเลือด , บางชนิดกินผลไม้อย่างเดียว เป็นต้น

แต่ค้างคาวเกือบทุกสายพันธ์มีนิสัยอย่างหนึ่งซึ่งมีความคล้ายคลึงกัน นั่นก็คือมันเป็นสัตว์ชอบออกหากินในตอนกลางคืน จากจุดนี้เอง กลายมาเป็นเหตุทำให้หลายๆคนเกิดความเข้าใจว่า ค้างคาวเป็นสัตว์มีสายตาดี เฉียบแหลม สามารถมองเห็นได้ในเวลากลางคืน ขณะที่สัตว์อีกมากมายทำไม่ได้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันเป็นความเข้าใจผิด เพราะการที่

ค้างคาวสามารถเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงได้ในที่มืด มันไม่ได้ใช้สายตาของมันในการมอง หากแต่อาศัยหูใช้ในการฟังเสียงเป็นหลัก

ในปี ค.ศ. 1780 นาย Lazzaro Spallanzani  นักสัตว์วิทยาชาวอิตาลี ได้ทำการทดลองขึ้นมาอย่างหนึ่ง โดยทำให้ค้างคาวที่เขาเลี้ยงไว้ตาบอด แล้วจึงปล่อยให้ค้างคาวตัวนั้น บินเข้าไปในห้องที่มีแต่เส้นด้ายขึงอยู่อย่างพันกันมั่วไปหมด ผลปรากฏว่าค้างคาวตาบอดตัวนั้น สามารถบินโฉบไปโฉบมาได้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับมีตามองเห็น โดยที่ไม่ได้ไปโดนเส้นด้ายซึ่งขึงอยู่แม้แต่เส้นเดียว ขั้นตอนต่อมาเขาได้ทำการทดลองโดยการอุดหูของค้างคาว แล้วปล่อยให้บินไปในห้องเส้นด้ายเช่นเดิม ผลปรากฏว่า ค้างคาวตัวนั้นกลับบินชนเส้นด้ายเส้นแล้วเส้นเล่า จนในที่สุดมันก็ถูกพันตัวอยู่ในกองด้าย จากผลการทดลองนี้ทำให้นาย Lazzaro Spallanzani  ทราบว่า ค้างคาวไม่ได้อาศัยตาของมันในการออกหากินในเวลากลางคืน แต่อาศัยความสามารถของหูของมันต่างหาก

แต่ปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ทำการทดลองจนทราบว่า ตอนค้างคาวกำลังบิน มันจะส่งสัญญาณเสียงซึ่งมีความถี่สูงมากเรียกว่า คลื่นเสียงอุลตราโซนิก สูงเกินกว่าที่หูของมนุษย์จะได้ยินเสียอีก เมื่อคลื่นเสียงนี้ไปกระทบกับวัตถุใดๆก็ตาม มันก็จะเกิดการสะท้อนกลับเข้ามาในหูของค้างคาว และจากเวลาที่เสียงนั้นไปกระทบ ค้างคาวก็จะรู้ว่าวัตถุนั้นอยู่ห่างไกลหรือใกล้จากตัวมันเท่าไหร่ มันก็อาศัยเสียงสะท้อนนี้เอง เพื่อทราบถึงตำแหน่งต่างๆของวัตถุ ซึ่งอยู่ทิศทางที่มันกำลังบินไป ทำให้มันสามารถหลบหลีกและบินไปมาได้อย่างอิสระท่ามกลางความมืด