ค้างคาวใช้หูแทนตาในการมองเห็นจริงหรือไม่

Visibility

คงไม่มีสิ่งมีชีวิตตัวไหนที่จะหูดีไปกว่าค้างคาวอีกแล้ว เพราะพวกมันถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่ต้องอาศัยหูเป็นอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในการเดินทาง และหาอาหาร โดยใช้ความสามารถในการส่งคลื่นกระทับไปยังวัตถุ และรับพวกมันกลับมาทางหู เพื่อสร้างเป็นชุดข้อมูลที่จำเป็นในการรับรู้สภาพแวดล้อมของจุดหมาย หรือรอบตัวเอง ในการที่จะรับคลื่นที่กลับมายังตัวให้ได้มากที่สุด พวกค้างคาวมีความสามารถพิเศษในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของใบหูของมันในเพียงเสี้ยววินาที เพื่อรับคลื่นทั้งหมดที่สะท้อนกลับมา เรื่องนี้ทำใมห้เป็นที่น่าสนใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์อย่างมาก จนทำให้มีการวิจัยอย่างจริงจังกันในเรื่องที่ว่า ทำไมระบบโซนาร์ของพวกมันจึงมีประสิทธิภาพอย่างน่าเหลือเชื่อ

ค้างคาวหลากสายพันธุ์ ล้วนสามารถจะควบคุมหูตัวเองได้อย่างอิสระ เพื่อปรับทิศทางในการรับคลื่นที่สะท้อนกลับมาได้อย่างเหมาะสม โดยใช้เวลาเพียง 1 ส่วน 10 วินาที เป็นความเร็วที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก ค้างคาวเหล่านี้สามารถเปลี่ยนรูปร่างหูชั้นนอกของพวกมันจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่งเพียง 100 มิลลิวินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการรับส่งคลื่นสะท้อนกลับ ในขณะที่มนุษย์เรากระพริบตาใช้เวลามากกว่าเป็น 3 เท่า จึงทำให้พวกมันเป็นสัตว์ที่มีประสาทหูไวที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก

Visibility-

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการจัดลักษณะใบหูที่ต่างกันออกไป เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้มันสามารถรู้ข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นในรูปแบบสามมิติ นับว่าเป็นความสามารถที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก

คลื่นที่พวกมันส่งออกมามักเรียกกันว่าคลื่นอัลทราโซนิกส์ มีความถี่ตั้งแต่ 20 ถึง 200 กิโลเฮิรตซ์ (kHz) ในขณะที่การได้ยินของมนุษย์โดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 20 kHz เราสามารถได้ยินคลื่นเสียงจากค้างคาวบางชนิดที่มีความถี่ต่ำอย่างค่างคาว “Euderma maculatum” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “Spotted Bat“ เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่เรามีโอกาสได้ยินเสียงคลื่นพวกมันมากที่สุด พวกมันเป็นค้างคาวที่มีใบหูขนาดใหญ่ที่สุด มักจะอยู่กันอย่างสันโดษห่าง อยู่อาศัยในที่ห่างไกลจากผู้คน ทำให้ไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นมันเท่าไหร่นัก จนกระทั่งได้มีการค้นพบพวกมันในปี 1890 แต่ในขณะนี้ก็ยังมีงานศึกษาไม่เพียงพอ แถมยังมีความคล่องตัวในการเดินบนพื้นดินที่เรียบด้วยการใช้ เท้าและข้อมือในการคลาน ชอบล่าเหยื่ออย่างตั๊กแตน หรือด้วง มีนิสัยการกินที่แปลกกว่าเพื่อน Spotted Bat จะดึงแขนขาของแมลงออกจากกันก่อนที่จะทำการกินพวกมัน ซึ่งเป็นนิสัยที่แปลกและเป็นแบบนี้กันแทบทุกตัว

นักสำรวจประสบความสำเร็จพบค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลก

Small-bat

ค้างคาวคุณกิติ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Kitti’s hog-nosed bat” เป็นค้างคาวที่มีขนาดเล็กและมีลักษณะที่โดดเด่นกว่าเพื่อน ด้วยขนาดตัวเล็กจิ้วที่ถือว่าเป็นสายพันธุ์ค้าวคาวที่เล็กสุดในโลก โดยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งกว่าค้างคาว “Bumblebee” นอกจากนี้ยังถือเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่สุดในโลกอีกด้วย โดยมีน้ำหนักตัวเพียง 1 ส่วน 4 ออนซ์ ความยาวประมาณ 1 นิ้ว หูมีขนาดใหญ่เมื่อคุณพิจารณาตามขนาดของส่วนที่เหลือของร่างกาย พวกมันมีหางด้วยนะ ถึงหลายคนจะมองไม่เห็นก็ตาม และมีปีกขนาดใหญ่ แถมสีตัวยังไม่เหมือนใคร โดยค้างคาวกิตติจะออกสีแดง หรือสีเทา ในขณะที่สายพันธุ์อื่นๆ มีสีดำทั้งสิ้น จมูกที่มีลักษณะคล้ายกับจมูกหมู ทำให้เป็นที่แปลกตาและน่าสนใจเป็นอย่างมาก

ด้วยรูปร่าง และโครงสร้างของร่างกายที่ดูแปลกๆ ของมัน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสงสัยกันอย่างมาก ว่าพวกมันบินได้อย่างไร จนได้พบว่ามันมีโครงสร้างในการร่อนที่ซ่อนอยู่ระหว่างขาหลังของพวกมัน ซึ่งมีลักษณะเป็นปีกที่ช่วยควบคุมการบินระหว่างอยู่ในอากาศ ด้วยขนาดตัวเล็ก นั่นหมายถึงขาและกรงเล็บที่มีขนาดเล็กมากๆ รวมถึงมีเส้นเอ็นที่สามารถควบคุมได้อย่างอิสระ ใช้ในการล็อคตัวอยู่กับพื้นเพดานสูงช่วยให้ประหยัดพลังงานร่างกายในยามค่ำคืน เหมือนกับค้างคาวตัวอื่นๆ มันใช้การหาตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุโดยคิดจากเวลาและทิศทางของการสะท้อนกลับ อย่างที่เรารู้จักกันดีในโซนาร์ ซึ่งช่วยให้รับรู้ถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ และช่วย้ำทางไปยังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

ค้างคาวส่วนใหญ่มักจะอยู่อาศัยกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แต่สำหรับสายพันธุ์นี้ถือเป็นข้อยกเว้น กลุ่มขนาดใหญ่สุดอยู่ประมาณ 100 – 500 ตัว และบางกลุ่มอาจมีเพียง 10 ตัวเท่านั้นเอง อีกอย่างที่น่าสนใจก็คือระยะในการเกาะกลุ่มกัน ปกติแล้วสัตว์พวกนี้จะเกาะกลุ่มติดกัน เพื่อพึ่งพาอาศัยความร้อนของร่างกายที่แผ่ออกมา ช่วยสร้างความอบอุ่นในยามค่ำคืน แต่กลับไม่พบพฤติกรรมดังกล่าวในค้างคาวกิตติ ตั้งแต่ที่เราเพิ่งค้นพบมันเป็นครั้งแรกในปี 1970 ก็ยังคงมีเรื่องราวอีกหลายอย่างที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับมัน ผู้เชี่ยวชาญคิดว่ายังมีพื้นที่อีกหลายแห่ง ที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยของค้างคาวกิตติ เพียงแต่เรายังค้นหามันไม่พบ การสำรวจมันอย่างใกล้ชิดจะเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้พฤติกรรมของพวกมันได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามพวกมันสามารถพบเห็นได้มากในประเทศไทย โดยเฉพาะในแถบแม่น้ำแควน้อย ในจังหวัดกาญจนบุรี

ขุดพบซากค้างคาวยักษ์โบราณเก่าแก่ในนิวซีแลนด์

Giant-bat

เป็นซากค้างคาวโบราณถูกฝังอยู่ใต้ดินของประเทศนิวซีแลนด์กว่าล้านปี เมื่อสมัย 50 ล้านปีก่อนในขณะที่นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย, อเมริกาใต้ และทวิปแอนตาร์กติกายังเป็นผืนดินแผ่นเดียวกัน มีป่าลึกที่เรียกกันว่า “Gondwana” มีอุณหภูมิสูงกว่าสภาพภูมิอากาศสมัยใหม่มากกว่า 12 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับการอยู่อาศัยของสัตว์หลากหลายชนิดโดยเฉพาะจระเข้ และเต่า และนกหลากสายพันธุ์ แน่นอนว่าค้างคาวโบราณด้วย พวกมันถูกค้นพบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จาก UNSW (University of New South Wales) โดยสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบก็คือฟัน และกระดูกของค้างคาวที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับโครงสร้างของค้างคาวปกติในปัจจุบันแล้ว ถือว่ามีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่า โดยคาดว่ามีอายุประมาณ 19 – 16 ล้านปีก่อน แม้ว่าการพบหลักฐานชิ้นสำคัญจะพบอยู่ในแถบนิวซีแลนด์ แต่พวกมันเคยมีถิ่นอยู่อาศัยอยู่ที่ออสเตรเลียด้วย ค้างคาวสายพันธุ์นี้มีน้ำหนักตัวประมาณ 40 กรัม โดยส่วนที่พบไม่ถือว่าเป็นตัวที่ใหญ่สุดในหมู่พวกมัน

Giant-bat-

หลังจากที่ขุดพบและนำมาศึกษา ทีมนักวิจัยก็ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการให้กับพวกมันว่า “Vulcanops jennyworthyae” เป็นชื่อที่อ้างจากตำนานเทพนิยายโรมันโบราณ หรือเทพเจ้าแห่งไฟ แต่ทุกชีวิตล้วนมีการสืบทอดสายพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน ค้างคาวโบราณก็เช่นกัน พวกมันมีความใกล้เคียงกับสายพันธุ์ในแถบอเมริกาใต้ ค้างคาวโบราณพวกนี้มีแหล่งอาหารที่หลากหลาย พวกมันกินได้ทั้งแมลง และสัตว์ชนิดอีกมากมาย ด้วยรูปร่างกำยำและความคล่องแคล่วที่สามารถตามล่าหาอาหารได้ทั้งบนดิน และบนอากาศ พวกมันสามารถที่จะขุดหาอาหารใต้พื้นดินได้อีกด้วย มันสามารถกินสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังได้ทุกชนิด อย่างแมลง หรือแมงมุม รวมถึงผลไม้ เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ในประเทศนิวซีแลนด์ที่มีแหล่งอาหารน้อยกว่า ทำให้นักวิจัยคิดว่ามันมีความคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ทางอเมริกาใต้มาก

ซากที่พวกเขาขุดพบขึ้นมาได้ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว โดนเป็นส่วนหนึ่งของประชากรที่เคยอยู่อาศัยใน Gondwana เหมือนกับสัตว์ร่วมสมัยชนิดอื่นๆ ค้างคาว Vulcanopes สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคสมัยไมโอซีน สัตว์ชนิดอื่นๆ ที่เพิ่งเกิดหลังจากสมัยนั้นก็ได้แก่ จระเข้, เต่า และนกหลากหลายชนิด อย่าง “Palaelodids” ที่มีลักษณะคล้ายกับนกฟลามิงโก ในบางพื้นที่ก็มีสายพันธุ์ที่อยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบันอย่าง ทัวทารา และนกกีวี ปัจจุบันมีเพียงค้างคาว 2 ชนิดที่อาศัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ และยังเป็นสถานที่เดียวที่พบซากค้างคาวยักษ์โบราณในรอบ 800 ปี

ค้างคาวอะไรใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ถ้าหากเราจะพูดถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สามารถบินได้ คงไม่มีใครที่ไม่นึกถึงค้างคาวแน่ๆ และค้างคาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็คือค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งค้างคาวแม่ไก่นั้นที่มีลักษณะร่างกายเหมือนหนูแต่มีปีกสามารถบินได้ ปีกของค้างคาวนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกับนกมาก เพราะปีของค้างคาวมีลักษณะเป็นพังผืดที่ถูกขึงตึงกับนิ้วของมัน มีเล็บที่แหลมคมโค้งยาวเหมือนเล็บเหยี่ยวสามารถยึดเกาะต้นไม้ได้อย่างเหนียวแน่น

ค้างคาวแม่ไก่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเผ่าพันธุ์ของตนเอง เมื่อทันทีที่มันกางปีกพังผืดของมันออกมาจะมีความกว้างกว่า 5 ฟุต หน้าของมันเหมือนคล้ายกับหมาป่า ใบหูเล็กขนคอมีสีทองแดง ปกติค้างคาวนั้นจะออกลูกครั้งละ 1 ตัว เวลาที่ยังเล็กมันจะให้ลูกเกาะที่หน้าอกอยู่ตลอดเวลา มีลักษณะท่าทางห้อยหัวดูดนมที่หน้าอกของมันไปเรื่อยๆ ค้างคาวเป็นสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืน กลางวันมันจะรวมกลุ่มกันนอนพักผ่อนเป็นฝูงใหญ่ เกาะต้นไม้ห้อยหัวตามยอดไม้ หรือริมแม่น้ำเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ถ้าหากมีค้างคาวชนิดนี้อยู่ใกล้ๆ คุณอาจจะรำคาญเสียงของมัน และเกลียดมันที่มาทำงานพืชในไร่สวนของคุณ

ค้างคาวแม่ไก่ส่วนใหญ่มักจะพบเยอะที่สุดในประเทศไทยก็เป็นได้ อาทิเช่น ภาคกลางตอนล่าง ตะวันออก ภาคใต้ตอนบน นอกเหนือจากประเทศไทยแล้วก็อาจจะมีพบบ้างในกัมพูชา ลาว และเวียดนามที่มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายกัน ค้างคาวชนิดนี้จะกินพืช ผัก ผลไม้เป็นอาหารถ้าหากจุดไหนที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้อยู่เยอะๆ ใกล้สวนของใคร คุณอาจจะต้องเสียผัก ผลไม้ของคุณถึง 3.40-8.50 ตันต่อคืนก็เป็นได้ ด้วยที่ว่าค้างคาวแม่ไก่นั้นเป็นเหมือนสัตว์ที่คอยทำร้ายพืชผล ของเหล่าเกษตรกรรมจนทำให้มีการฆ่าค้างคาว เพื่อป้องกันไม่ให้มาทำลายไร่สวนจนทำให้ค้างคาวแม่ไก่ใกล้ที่จะสูญพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันนี้ค้างคาวแม่ไก่นั้นได้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติปี 2535 ไปแล้ว

ค้างคาวแม่ไก่ ถือว่าเป็นผู้คืนชีวิตให้ป่าเลยก็ว่าได้ เพราะค้างคาวชนิดนี้เป็นส่วนสำคัญสำหรับระบบนิเวศในประเทศไทย เพราะมันมีบทบาทมากมายไม่ว่าจะเป็น ผสมเกสรดอกไม้ กระจายพันธุ์ไม้ต่างๆ รวมถึงยังควบคุมแมลงทีดีเลยทีเดียว ด้วยที่ว่าค้างคาวแม่ไก่กินแมลงนั้นบางส่วนก็เป็นประโยชน์ของด้านเกษตรกรรมด้วย เพราะไร่สวนนั้นจะไม่มีแมลงมาทำลายพืช ผักผลไม้ที่ชาวไร่ปลูกไว้จนทำให้ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสารพิษแก่ผู้บริโภคที่กินพืชผลไม้นั้นเอง